กฏหมายสำหรับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม

พื้นที่สัมปทานในประเทศและพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย

พระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2560

ดาวน์โหลด PDF

 

 

พระราชบัญญัติ

ปิโตรเลียม (ฉบับที่ 7)

พ.ศ. 2560

                  

 

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

ให้ไว้ ณ วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เป็นปีที่ 2 ในรัชกาลปัจจุบัน

 

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

 

โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม

 

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้

 

มาตรา 1   พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2560

 

มาตรา 2   พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

มาตรา 3   ให้ยกเลิก (14) ของมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2550

 

มาตรา 4   ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 23  ปิโตรเลียมเป็นของรัฐ ผู้ใดสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมในที่ใด ไม่ว่าที่นั้นเป็นของตนเองหรือบุคคลอื่น ต้องได้รับสัมปทาน ได้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือได้รับสัญญาจ้างบริการ  ทั้งนี้ การขอและการได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตให้เป็นไปตามหมวด 3/1 สัญญาแบ่งปันผลผลิต และการได้มาซึ่งผู้รับสัญญาจ้างบริการให้เป็นไปตามหมวด 3/2 สัญญาจ้างบริการ”

 

มาตรา 5   ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสี่ของมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514

“การกำหนดให้ที่ใดสมควรที่จะดำเนินการสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมตามวรรคหนึ่ง ในรูปแบบของสัมปทาน สัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือสัญญาจ้างบริการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษาโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี”

 

มาตรา 6   ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นหมวด 3/1 สัญญาแบ่งปันผลผลิต มาตรา 53/1 มาตรา 53/2 มาตรา 53/3 มาตรา 53/4 มาตรา 53/5 มาตรา 53/6 มาตรา 53/7 และมาตรา 53/8 และหมวด 3/2 สัญญาจ้างบริการ มาตรา 53/9 มาตรา 53/10 มาตรา 53/11 มาตรา 53/12 มาตรา 53/13 มาตรา 53/14 มาตรา 53/15 มาตรา 53/16 มาตรา 53/17 และมาตรา 53/18 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514

 

หมวด 3/1

สัญญาแบ่งปันผลผลิต

                  

 

มาตรา 53/1  ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการพิจารณากำหนดให้แปลงสำรวจใดสมควรที่จะดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในรูปแบบของสัญญาแบ่งปันผลผลิตตามความในหมวดนี้  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในประกาศตามมาตรา 23 วรรคสี่

การขอและการได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 53/2  ให้รัฐมนตรีโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจลงนามในสัญญาแบ่งปันผลผลิตกับผู้ได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตตามมาตรา 53/1 วรรคสอง

แบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 53/3  สัญญาแบ่งปันผลผลิตอย่างน้อยต้องมีข้อกำหนดและเงื่อนไขดังต่อไปนี้ด้วย

(1) ให้บรรดาค่าใช้จ่ายทั้งปวงในการประกอบกิจการปิโตรเลียมตกเป็นภาระของผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต และให้หักจากผลผลิตได้ตาม (2)

(2) ข้อกำหนดเกี่ยวกับการแบ่งปันผลผลิต ดังต่อไปนี้

(ก) ให้ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตหักค่าใช้จ่ายสำหรับการประกอบกิจการปิโตรเลียมในแต่ละปีได้เฉพาะรายจ่ายเท่าที่จ่ายจริงโดยเป็นไปตามวิธีการ หลักเกณฑ์ และการปฏิบัติทางบัญชีที่ใช้อยู่เป็นปกติในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม และตามแผนงานและงบประมาณที่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีตามมาตรา 53/4  แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินร้อยละห้าสิบของผลผลิตรวมของปิโตรเลียม

(ข) ค่าใช้จ่ายสำหรับการประกอบกิจการปิโตรเลียม หากเกินร้อยละห้าสิบของผลผลิตรวมของปิโตรเลียมในปีใด ให้สามารถนำส่วนที่เกินไปใช้หักในปีต่อ ๆ ไปได้ แต่ต้องไม่เกินอัตราตาม (ก) และไม่เกินจำนวนอายุของสัญญา

(ค) ส่วนที่เหลือของผลผลิตรวมของปิโตรเลียมหลังจากหักค่าภาคหลวงและหักตาม (ก) แล้ว ให้แบ่งแก่ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตไม่เกินร้อยละห้าสิบ

(3) จำนวนเงินขั้นต่ำที่ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตต้องใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการปิโตรเลียมตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต

(4) การกำหนดและการปฏิบัติตามข้อผูกพันทั้งในด้านปริมาณเงินและปริมาณงานสำหรับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม การจ่ายเงินกรณีผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตยังปฏิบัติตามข้อผูกพันไม่ครบสำหรับการสำรวจในแปลงสำรวจ และหลักเกณฑ์และวิธีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอื่นใดที่มิได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้

(5) ข้อตกลงเกี่ยวกับการขายหรือจำหน่ายปิโตรเลียมที่ผลิตได้ โดยกำหนดให้ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตมีสิทธิขายหรือจำหน่ายปิโตรเลียมในส่วนที่เป็นของผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต และรัฐมีสิทธิขายหรือจำหน่ายปิโตรเลียมในส่วนที่เป็นของรัฐ  ในการนี้ รัฐจะมอบหมายให้ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตเป็นผู้ขายหรือจำหน่ายปิโตรเลียมในส่วนที่เป็นของรัฐแทนก็ได้

(6) ข้อตกลงเกี่ยวกับการบริหารจัดการการประกอบกิจการปิโตรเลียมของคู่สัญญา

(7) เงื่อนไขหรือมาตรการบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต และการกำหนดค่าปรับในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต

(8) เหตุในการเลิกสัญญาแบ่งปันผลผลิต

มาตรา 53/4  เมื่อมีการลงนามในสัญญาแบ่งปันผลผลิตแล้ว ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตต้องเสนอแผนงานและงบประมาณสำหรับกิจการปิโตรเลียมในปีที่หนึ่ง เพื่อให้อธิบดีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติก่อนเริ่มกิจการปิโตรเลียม และเมื่อได้รับอนุมัติแล้ว ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตต้องเริ่มกิจการปิโตรเลียมเกี่ยวกับการสำรวจภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอนุมัติ

ภายในเดือนกันยายนของทุกปี ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตต้องเสนอแผนงานและงบประมาณสำหรับกิจการปิโตรเลียมในปีปฏิทินถัดไปให้อธิบดีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติ ก่อนเริ่มกิจการปิโตรเลียมทุก ๆ ปี

ค่าใช้จ่ายตามแผนงานและงบประมาณสำหรับกิจการปิโตรเลียมในปีใด หากยังไม่ได้รับอนุมัติตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หรือได้รับอนุมัติแล้วแต่ไม่ได้นำไปใช้จ่ายจริง ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตจะนำมาใช้ในการหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 53/3 (2) (ก) หรือ (ข) ไม่ได้

รายละเอียดของแผนงานและงบประมาณสำหรับกิจการปิโตรเลียมตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง หลักเกณฑ์และระยะเวลาในการพิจารณาอนุมัติ รวมทั้งการแก้ไขแผนงานและงบประมาณที่ได้รับอนุมัติแล้วในระหว่างปี ให้เป็นไปตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

มาตรา 53/5  บรรดาสิ่งปลูกสร้าง วัสดุ อุปกรณ์ ทรัพย์สิน และสิ่งอำนวยความสะดวกในการประกอบกิจการปิโตรเลียมที่ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตมีกรรมสิทธิ์อันเกิดจากการใช้งบประมาณที่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีตามมาตรา 53/4 ให้ตกเป็นของรัฐ และผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตสามารถใช้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายหรือค่าตอบแทน โดยผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตมีหน้าที่รับผิดชอบในการบำรุงรักษา ต่อเติม ซ่อมแซม และเอาประกันภัย สิ่งปลูกสร้าง วัสดุ อุปกรณ์ ทรัพย์สิน และสิ่งอำนวยความสะดวกในการประกอบกิจการปิโตรเลียม

มาตรา 53/6  ให้ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตเป็นผู้นำส่งค่าภาคหลวงแก่รัฐ โดยให้หักจากผลผลิตรวมของปิโตรเลียมในอัตราร้อยละสิบ  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 53/7  ข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งใด ๆ ซึ่งเกิดจากหรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญาแบ่งปันผลผลิต ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ ให้ดำเนินการระงับโดยวิธีการเช่นเดียวกันกับการระงับข้อพิพาทที่เกี่ยวกับสัมปทานตามมาตรา 53 วรรคหนึ่ง และให้นำความในมาตรา 53 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา 53/8  ให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ มาใช้บังคับแก่ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในหมวดนี้ ดังต่อไปนี้

(1) บทบัญญัติในหมวด 1 บททั่วไป เว้นแต่มาตรา 6 มิให้นำมาใช้บังคับ

(2) บทบัญญัติในหมวด 2 คณะกรรมการปิโตรเลียม

(3) บทบัญญัติในหมวด 3 การสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เว้นแต่มาตรา 22 (4) (5) (9) (13) (15) และ (16) มาตรา 30 วรรคสอง มาตรา 31 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 35 มาตรา 37 มาตรา 38 มาตรา 39 มาตรา 40 มาตรา 43 มาตรา 45 มาตรา 46 และมาตรา 52 ทวิ มิให้นำมาใช้บังคับ

(4) บทบัญญัติในหมวด 4 การเก็บรักษาและขนส่งปิโตรเลียม

(5) บทบัญญัติในหมวด 5 การขายและจำหน่ายปิโตรเลียม เว้นแต่มาตรา 56 และมาตรา 59 มิให้นำมาใช้บังคับ

(6) บทบัญญัติในหมวด 6 ประโยชน์ สิทธิ และหน้าที่ของผู้รับสัมปทาน

(7) บทบัญญัติในหมวด 8 บทกำหนดโทษ เว้นแต่มาตรา 109 ทวิ มิให้นำมาใช้บังคับ

ที่ใดในบทบัญญัติตามวรรคหนึ่งที่บัญญัติถึง “สัมปทาน” “ผู้รับสัมปทาน” “ผู้ขอสัมปทาน” “ให้สัมปทาน” “โอนสัมปทาน” และ “เพิกถอนสัมปทาน” ให้หมายถึง “สัญญาแบ่งปันผลผลิต” “ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต” “ผู้ขอสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต” “ให้สิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต” “โอนสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต” และ “เพิกถอนสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต” ตามลำดับ

 

หมวด 3 /2

สัญญาจ้างบริการ

                  

 

มาตรา 53/9   ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการพิจารณากำหนดให้แปลงสำรวจใดสมควรที่จะดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในรูปแบบของสัญญาจ้างบริการตามความในหมวดนี้  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในประกาศตามมาตรา 23 วรรคสี่

การได้มาซึ่งผู้รับสัญญาจ้างบริการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

ให้การทำสัญญาจ้างบริการตามวรรคหนึ่งกระทำได้ในรูปแบบของสัญญาจ้างสำรวจและผลิต สัญญาจ้างสำรวจ และสัญญาจ้างผลิตซึ่งปิโตรเลียม

มาตรา 53/10   ให้รัฐมนตรีโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจลงนามในสัญญาจ้างบริการกับผู้รับสัญญาจ้างบริการตามมาตรา 53/9 วรรคสอง

แบบสัญญาจ้างบริการในแต่ละรูปแบบให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 53/11   สัญญาจ้างสำรวจและผลิตอย่างน้อยต้องมีข้อกำหนดและเงื่อนไขดังต่อไปนี้ด้วย

(1) ผลผลิตปิโตรเลียมทั้งหมดเป็นของรัฐ โดยรัฐมีสิทธิขายหรือจำหน่ายปิโตรเลียมดังกล่าวและรัฐอาจมอบให้ผู้รับสัญญาจ้างสำรวจและผลิตเป็นผู้ขายหรือจำหน่ายปิโตรเลียมแทนรัฐก็ได้

(2) ให้บรรดาค่าใช้จ่ายทั้งปวงในการประกอบกิจการปิโตรเลียมตกเป็นภาระของผู้รับสัญญาจ้างสำรวจและผลิต

(3) รัฐเป็นผู้ให้ความเห็นชอบแผนงานและงบประมาณในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมทั้งเป็นผู้ควบคุมดูแลการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม

(4) ค่าจ้าง วิธีการคำนวณ และการจ่ายค่าจ้างสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งจะจ่ายต่อเมื่อมีการผลิตปิโตรเลียมในเชิงพาณิชย์ได้ โดยจะจ่ายเป็นเงินหรือผลผลิตปิโตรเลียมก็ได้

(5) ระยะเวลาของสัญญาจ้างสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งต้องไม่เกินสามสิบปี และเหตุที่สัญญาจะสิ้นสุดลงก่อนระยะเวลาดังกล่าว

(6) หลักเกณฑ์และวิธีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแปลงสำรวจที่จะดำเนินการสำรวจและผลิตตามสัญญาจ้างสำรวจและผลิต

(7) เงื่อนไขหรือมาตรการบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญาจ้างสำรวจและผลิต และการกำหนดค่าปรับในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างสำรวจและผลิต

(8) การรายงานผลการประกอบกิจการปิโตรเลียม

(9) เหตุในการเลิกสัญญาจ้างสำรวจและผลิต

มาตรา 53/12   สัญญาจ้างสำรวจอย่างน้อยต้องมีข้อกำหนดและเงื่อนไขดังต่อไปนี้ด้วย

(1) ให้บรรดาค่าใช้จ่ายทั้งปวงในการประกอบกิจการปิโตรเลียมตกเป็นภาระของผู้รับสัญญาจ้างสำรวจ

(2) รัฐเป็นผู้ให้ความเห็นชอบแผนงานและงบประมาณในการสำรวจ รวมทั้งเป็นผู้ควบคุมดูแลการสำรวจปิโตรเลียม

(3) ค่าจ้าง วิธีการคำนวณ และการจ่ายค่าจ้างสำรวจตามระยะเวลาที่กำหนด

(4) ระยะเวลาของสัญญาจ้างสำรวจปิโตรเลียม และเหตุที่สัญญาจะสิ้นสุดลงก่อนระยะเวลาดังกล่าว

(5) หลักเกณฑ์และวิธีการสำรวจปิโตรเลียมในแปลงสำรวจที่จะดำเนินการสำรวจตามสัญญาจ้างสำรวจ

(6) เงื่อนไขหรือมาตรการบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญาจ้างสำรวจและการกำหนดค่าปรับในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างสำรวจ

(7) การรายงานผลการประกอบกิจการปิโตรเลียม

(8) เหตุในการเลิกสัญญาจ้างสำรวจ

มาตรา 53/13   สัญญาจ้างผลิตอย่างน้อยต้องมีข้อกำหนดและเงื่อนไขดังต่อไปนี้ด้วย

(1) ผลผลิตปิโตรเลียมทั้งหมดเป็นของรัฐ โดยรัฐมีสิทธิขายหรือจำหน่ายปิโตรเลียมดังกล่าว และรัฐอาจมอบให้ผู้รับสัญญาจ้างผลิตเป็นผู้ขายหรือจำหน่ายปิโตรเลียมแทนรัฐก็ได้

(2) ให้บรรดาค่าใช้จ่ายทั้งปวงในการประกอบกิจการปิโตรเลียมตกเป็นภาระของผู้รับสัญญาจ้างผลิต

(3) รัฐเป็นผู้ให้ความเห็นชอบแผนงานและงบประมาณในการผลิต รวมทั้งเป็นผู้ควบคุมดูแลการผลิตปิโตรเลียม

(4) ค่าจ้าง วิธีการคำนวณ และการจ่ายค่าจ้างผลิตปิโตรเลียม ซึ่งจะจ่ายต่อเมื่อมีการผลิตปิโตรเลียมในเชิงพาณิชย์ได้ โดยจะจ่ายเป็นเงินหรือผลผลิตปิโตรเลียมก็ได้

(5) ระยะเวลาของสัญญาจ้างผลิตปิโตรเลียม และเหตุที่สัญญาจะสิ้นสุดลงก่อนระยะเวลาดังกล่าว

(6) หลักเกณฑ์และวิธีการผลิตปิโตรเลียมในแปลงสำรวจที่จะดำเนินการผลิตตามสัญญาจ้างผลิต

(7) เงื่อนไขหรือมาตรการบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญาจ้างผลิต และการกำหนดค่าปรับในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างผลิต

(8) การรายงานผลการประกอบกิจการปิโตรเลียม

(9) เหตุในการเลิกสัญญาจ้างผลิต

มาตรา 53/14   ภายใต้บังคับมาตรา 53/16 เงินที่ส่วนราชการได้จากการขายหรือจำหน่ายผลผลิตปิโตรเลียมตามสัญญาจ้างสำรวจและผลิตหรือสัญญาจ้างผลิต ให้นำมาจ่ายเป็นค่าภาคหลวงก่อน ส่วนที่เหลือให้นำมาจ่ายเป็นค่าจ้างตามสัญญาจ้างสำรวจและผลิตหรือสัญญาจ้างผลิต และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน  ทั้งนี้ เมื่อได้จ่ายค่าภาคหลวง ค่าจ้าง และค่าใช้จ่ายดังกล่าวแล้ว หากมีเงินเหลือให้นำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

มาตรา 53/15   บรรดาสิ่งปลูกสร้าง วัสดุ อุปกรณ์ ทรัพย์สิน และสิ่งอำนวยความสะดวกในการประกอบกิจการปิโตรเลียมที่ผู้รับสัญญาจ้างบริการมีกรรมสิทธิ์อันเกิดจากการใช้งบประมาณของผู้รับสัญญาจ้างบริการตามที่กำหนดในสัญญาจ้างบริการแต่ละรูปแบบตามมาตรา 53/11 (3) มาตรา 53/12 (2) และมาตรา 53/13 (3) ให้ตกเป็นของรัฐ และผู้รับสัญญาจ้างบริการสามารถใช้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายหรือค่าตอบแทน โดยผู้รับสัญญาจ้างบริการมีหน้าที่รับผิดชอบในการบำรุงรักษา ต่อเติม ซ่อมแซม และเอาประกันภัยสิ่งปลูกสร้าง วัสดุ อุปกรณ์ ทรัพย์สิน และสิ่งอำนวยความสะดวกในการประกอบกิจการปิโตรเลียม เว้นแต่ในกรณีสัญญาจ้างสำรวจและผลิตที่ผู้รับสัญญาจ้างสำรวจและผลิตไม่สามารถพบหลุมปิโตรเลียมที่มีสมรรถนะเชิงพาณิชย์ และกำหนดพื้นที่ผลิตถูกต้องตามมาตรา 42 จนเป็นเหตุให้สัญญาสิ้นสุดลง ให้บรรดาสิ่งปลูกสร้าง วัสดุ อุปกรณ์ ทรัพย์สิน และสิ่งอำนวยความสะดวกในการประกอบกิจการปิโตรเลียมดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับสัญญาจ้างสำรวจและผลิตเช่นเดิม

มาตรา 53/16   ให้ส่วนราชการเป็นผู้เสียค่าภาคหลวงสำหรับปิโตรเลียมที่ผลิตได้ตามสัญญาจ้างสำรวจและผลิตหรือสัญญาจ้างผลิตในอัตราร้อยละสิบ  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา 53/17   ข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งใด ๆ ซึ่งเกิดจากหรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญาจ้างบริการ ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ ให้ดำเนินการระงับโดยวิธีการเช่นเดียวกันกับการระงับข้อพิพาทที่เกี่ยวกับสัมปทานตามมาตรา 53 วรรคหนึ่ง และให้นำความในมาตรา 53 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา 53/18   ให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ มาใช้บังคับแก่ผู้รับสัญญาจ้างบริการได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในหมวดนี้ ดังต่อไปนี้

(1) บทบัญญัติในหมวด 1 บททั่วไป เว้นแต่มาตรา 6 และมาตรา 13 มิให้นำมาใช้บังคับ

(2) บทบัญญัติในหมวด 2 คณะกรรมการปิโตรเลียม เว้นแต่มาตรา 16 (3) และ (4) มิให้นำมาใช้บังคับ

(3) บทบัญญัติในหมวด 3 การสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ให้นำมาใช้บังคับเฉพาะมาตรา 22 (1) (8) และ (12) มาตรา 22/1 (2) (3) (4) และ (5) มาตรา 23 มาตรา 24 มาตรา 28 มาตรา 29 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง มาตรา 41 มาตรา 42 มาตรา 42 ทวิ และมาตรา 44

(4) บทบัญญัติในหมวด 4 การเก็บรักษาและขนส่งปิโตรเลียม

(5) บทบัญญัติในหมวด 6 ประโยชน์ สิทธิ และหน้าที่ของผู้รับสัมปทาน เว้นแต่มาตรา 64 มาตรา 65 มาตรา 71 มาตรา 76 และมาตรา 77 มิให้นำมาใช้บังคับ

(6) บทบัญญัติในหมวด 8 บทกำหนดโทษ เว้นแต่มาตรา 105 มาตรา 109 ทวิ และมาตรา 110 มิให้นำมาใช้บังคับ

ที่ใดในบทบัญญัติตามวรรคหนึ่งที่บัญญัติถึง “สัมปทาน” “ผู้รับสัมปทาน” “ผู้ขอสัมปทาน” และ “ให้สัมปทาน” ให้หมายถึง “สัญญาจ้างบริการ” “ผู้รับสัญญาจ้างบริการ” “ผู้ขอเป็นผู้รับสัญญาจ้างบริการ” และ“ให้เป็นผู้รับสัญญาจ้างบริการ” ตามลำดับ”

 

มาตรา 7   ให้ยกเลิกความในมาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 79  อธิบดีมีอำนาจอนุญาตให้ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ใช้ประโยชน์จากน้ำในหลุมเจาะใด ๆ ที่ผู้รับสัมปทานไม่ต้องการใช้ในการประกอบกิจการปิโตรเลียม”

 

มาตรา 8   ให้ยกเลิกความในมาตรา 82 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2532 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 82  ให้ผู้รับสัมปทานเสียค่าภาคหลวงสำหรับปิโตรเลียมที่ขายหรือจำหน่าย แต่ไม่ต้องเสียค่าภาคหลวงสำหรับปิโตรเลียม ดังต่อไปนี้

(1) ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตและใช้ไปในสภาพเดิมในราชอาณาจักรเพื่อการวิเคราะห์ ทดลอง ผลิต และอนุรักษ์ปิโตรเลียม

(2) ปิโตรเลียมที่ส่งออกนอกราชอาณาจักรเพื่อการวิเคราะห์และทดลอง

(3) ก๊าซธรรมชาติที่จำเป็นต้องเผาทิ้งระหว่างการผลิตปิโตรเลียม

กรณีตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

 

มาตรา 9   ให้ยกเลิกวรรคสามของมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2532

 

มาตรา 10   บทบัญญัติใดแห่งกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงอ้างถึงผู้ได้รับสัมปทานตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม ให้ถือว่าบทบัญญัตินั้นอ้างถึงผู้ได้รับสัมปทาน ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต และผู้รับสัญญาจ้างบริการตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม

บทบัญญัติใดแห่งกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐอ้างถึงการให้สัมปทานตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม ให้ถือว่าบทบัญญัตินั้นอ้างถึงการให้สัมปทาน การให้สิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต และการให้เป็นผู้รับสัญญาจ้างบริการตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม

 

มาตรา 11   การดำเนินการออกกฎกระทรวงหรือประกาศตามมาตรา 23 วรรคสี่ มาตรา 53/1 มาตรา 53/2 มาตรา 53/4 มาตรา 53/6 มาตรา 53/9 มาตรา 53/10 และมาตรา 53/16 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้รัฐมนตรีรายงานเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการได้ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ

 

มาตรา 12   ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

 

ผู้รับสนองพระราชโองการ

พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี

 

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปด้านพลังงานในการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางด้านพลังงาน สมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 เพื่อกำหนดให้การให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมีทางเลือกให้รัฐสามารถพิจารณานำระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือระบบสัญญาจ้างบริการมาใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม นอกเหนือไปจากการพิจารณาให้สัมปทานปิโตรเลียมภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งแก้ไขบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับประโยชน์หรือสิทธิของผู้รับสัมปทาน และบทบัญญัติเกี่ยวกับค่าภาคหลวงให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชวัลพร/ภวรรณตรี/จัดทำ

26 มิถุนายน 2560

 

พจนา/ตรวจ

28 มิถุนายน 2560