กฏหมายสำหรับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม

พื้นที่สัมปทานในประเทศและพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย

กฎกระทรวง กำหนดแผนงาน ประมาณการค่าใช้จ่าย และหลักประกันในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียม พ.ศ. 2559

ดาวน์โหลด PDF

 

 

กฎกระทรวง

 

กําหนดแผนงาน ประมาณการค่าใช้จ่าย

และหลักประกันในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียม

พ.ศ. 2559

                                     

 

               อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 14 (5) แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และมาตรา 80/1 และมาตรา 80/2 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2550 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

               ข้อ 1 ในกฎกระทรวงนี้

               “การรื้อถอน” หมายความว่า การจัดการสิ่งติดตั้งและพื้นที่ที่ใช้ในการประกอบกิจการปิโตรเลียม ที่สิ้นสุดการใช้งาน ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดําเนินการก่อน ขณะ หรือหลังกิจกรรมการรื้อถอน และให้หมายความรวมถึงการส่งมอบสิ่งติดตั้งให้แก่รัฐตามข้อกําหนดในสัมปทานปิโตรเลียมแทนกิจกรรม การรื้อถอน

               “กิจกรรมการรื้อถอน” หมายความว่า การดําเนินการที่เกี่ยวกับปิดและสละหลุมอย่างถาวร รื้อ ถอน ขนย้าย หรือทําลายสิ่งติดตั้งที่ไม่ใช้ประโยชน์แล้ว และให้หมายความรวมถึงถมขุม หลุม ร่อง หรือบ่อที่ขุดไว้ ปรับสภาพพื้นที่ให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม หรือดําเนินการอื่นใดกับสิ่งติดตั้ง ตามแผนงานการรื้อถอนโดยละเอียดที่ได้รับความเห็นชอบ

               “สิ่งติดตั้ง” หมายความว่า

               (1) สิ่งปลูกสร้าง มี 2 ประเภท ดังต่อไปนี้

                              (ก) สิ่งปลูกสร้างในทะเล ได้แก่ แท่นประกอบการผลิต ทั้งแบบยึดติดถาวรกับพื้นทะเล และแบบเคลื่อนย้ายได้ ไดแก้ ่ แท่นหลุมผลิต แท่นผลิต แท่นเผาก๊าซ หรือแท่นอื่น ๆ ที่จําเป็นในการผลิต เก็บรักษา หรือขนส่งปิโตรเลียม และให้หมายความรวมถึงเรือผลิตและกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว หรือน้ํามันดิบ และเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวหรือน้ํามันดิบที่มีระบบท่อขนส่งเชื่อมต่อกับแท่นหลุมผลิต หรือแท่นผลิต หน้า 2 เล่ม 133 ตอนที่ 14 ก ราชกิจจานุเบกษา 12 กุมภาพันธ์ 2559

                              (ข) สิ่งปลูกสร้างบนบก ได้แก่ ฐานหลุมผลิต สถานีผลิต หรือจุดเผาก๊าซ และสิ่งปลูกสร้าง บนบกอื่น ๆ ที่จําเป็นในการผลิต เก็บรักษา หรือขนส่งปิโตรเลียม

               (2) อุปกรณ์ ได้แก่ เครื่องมือ เครื่องจักร และกลอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ใช้ในการผลิต เก็บรักษา หรือขนส่งปิโตรเลียม

               (3) ท่อขนส่ง ได้แก่ ท่อ ส่วนประกอบของท่อ และเครื่องมือหรืออุปกรณ์อื่นใดที่ใช้ ในการขนส่งปิโตรเลียม สารพลอยได้ หรือน้ําที่ได้จากกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะวางอยู่บนพื้นดิน ใต้ดิน ในน้ํา หรือบนสิ่งปลูกสร้าง แต่ไม่หมายความถึงท่อขนส่งก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเลียม หรือสารประกอบ ไฮโดรคาร์บอนอื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้กฎหมายอื่น

               (4) วัสดุและสิ่งอํานวยความสะดวกที่ใช้ในการผลิต เก็บรักษา หรือขนส่งปิโตรเลียม

               “หลุม” หมายความว่า หลุมสํารวจ หลุมประเมินผล หลุมผลิต หรือหลุมอื่นที่เกี่ยวข้องกับ การประกอบกิจการปิโตรเลียม

               “ปริมาณสํารองปิโตรเลียม” หมายความว่า ผลรวมของปริมาณสํารองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้ว (proved reserves) กับปริมาณสํารองปิโตรเลียมที่คาดว่าจะพบ (probable reserves) ประเมิน ณ เวลาหนึ่งๆ เป็นรายสัมปทาน โดยอ้างอิงวิธีการประเมินปริมาณสํารองปิโตรเลียมตามมาตรฐาน Petroleum Resources Management System (PRMS) หรือมาตรฐานอื่นที่อธิบดีเห็นชอบ

               “หลักประกัน” หมายความว่า หลักประกันการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียม

               ข้อ 2 ในกรณีที่ต้องมีการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียม ผู้รับสัมปทานมีหน้าที่ รับผิดชอบในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียมและการวางหลักประกันสิ่งติดตั้งนั้นตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กําหนดในกฎกระทรวงนี้

               ในกรณีที่สัมปทานใดมีผู้รับสัมปทานมากกว่าหนึ่งราย ให้ผู้รับสัมปทานทุกรายมีหน้าที่ รับผิดชอบในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งและการวางหลักประกันตามวรรคหนึ่ง โดยให้ผู้รับสัมปทานที่เป็นผู้ดําเนินงาน ของสัมปทานนั้นเป็นผู้ยื่นแผนงานการรื้อถอน ประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน รายงานและแผนต่างๆ ตลอดจนวางหลักประกัน

 

หมวด 1

การดําเนินการก่อนกิจกรรมการรื้อถอน

                                           

 

               ข้อ 3 แผนงานการรื้อถอนเบื้องต้น แผนงานการรื้อถอนโดยละเอียด และประมาณการ ค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน ต้องมีรายการตามที่กําหนดท้ายกฎกระทรวงนี้ และในแต่ละรายการให้มีรายละเอียด ตามที่อธิบดีประกาศกําหนดในราชกิจจานุเบกษา

               ข้อ 4 เพื่อให้การส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และครอบคลุมถึงการศึกษาผลกระทบท่ีอาจจะเกิดขึ้น ให้ผู้รับสัมปทานมีหน้าที่ปฏิบัติตามกระบวนการ บริหารจัดการสิ่งแวดล้อมจากการรื้อถอน ประกอบด้วยรายงานและแผนดังต่อไปนี้ หน้า 3 เล่ม 133 ตอนที่ 14 ก ราชกิจจานุเบกษา 12 กุมภาพันธ์ 2559

               (1) รายงานการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมจากการรื้อถอน

               (2) รายงานการพิจารณาวิธีการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่เหมาะสมที่สุดจากวิธีการรื้อถอนที่กําหนดไว้ ในรายงานการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมจากการรื้อถอน

               (3) แผนการจัดการสิ่งแวดล้อมสําหรับกิจกรรมการรื้อถอน

               (4) แผนการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมภายหลังกิจกรรมการรื้อถอน การจัดทํารายงานและแผนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดี ประกาศกําหนดในราชกิจจานุเบกษา

               ข้อ 5 ให้ผู้รับสัมปทานยื่นแผนงานการรื้อถอน ประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน รายงานการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมจากการรื้อถอน และรายงานการพิจารณาวิธีการรื้อถอนสิ่งติดตั้ง ที่เหมาะสมที่สุด เพื่อขอรับความเห็นชอบจากอธิบดีตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

               (1) เมื่อผู้รับสัมปทานไม่ได้ใช้งานสิ่งติดตั้งอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาเกินหนึ่งปี ให้ผู้รับสัมปทาน ยื่นเอกสารตามลําดับ ดังต่อไปนี้

                              (ก) รายงานการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมจากการรื้อถอนและรายงานการพิจารณาวิธีการ รื้อถอนสิ่งติดตั้งที่เหมาะสมที่สุด ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งการไม่ใช้งานสิ่งติดตั้งจากอธิบดี

                              (ข) แผนงานการรื้อถอนโดยละเอียดและประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน ภายในสองปี นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งการไม่ใช้งานสิ่งติดตั้งจากอธิบดี

               (2) เมื่อปริมาณสํารองปิโตรเลียมของสัมปทานต่ํากว่าร้อยละสี่สิบของผลรวมของปริมาณ การผลิตปิโตรเลียมสะสมและปริมาณสํารองปิโตรเลียม ให้ผู้รับสัมปทานยื่นเอกสารตามลําดับดังต่อไปนี้

                              (ก) แผนงานการรื้อถอนเบื้องต้นและประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน ภายในสองปี นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งปริมาณสํารองปิโตรเลียมต่ำกว่าร้อยละสี่สิบจากอธิบดี

                              (ข) รายงานการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมจากการรื้อถอน ไม่น้อยกว่าสี่ปีก่อนเริ่มดําเนิน กิจกรรมการรื้อถอน

                              (ค) รายงานการพิจารณาวิธีการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่เหมาะสมที่สุด ไม่น้อยกว่าสามปี ก่อนเริ่มดําเนินกิจกรรมการรื้อถอน

                              (ง) แผนงานการรื้อถอนโดยละเอียดและประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน ไม่น้อยกว่าสองปีก่อนเริ่มดําเนินกิจกรรมการรื้อถอน

               (3) ในกรณีที่ระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมเหลือห้าปีสุดท้ายตามที่กําหนดในสัมปทาน ให้ผู้รับสัมปทาน ยื่นเอกสารตามลําดับดังต่อไปนี้

                              (ก) แผนงานการรื้อถอนเบื้องต้นและประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน ไม่น้อยกว่าห้าปี ก่อนสิ้นสุดระยะเวลาผลิตปิโตรเลียม

                              (ข) รายงานการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมจากการรื้อถอน ไม่น้อยกว่าสี่ปีก่อนเริ่มดําเนิน กิจกรรมการรื้อถอน หน้า 4 เล่ม 133 ตอนที่ 14 ก ราชกิจจานุเบกษา 12 กุมภาพันธ์ 2559

                              (ค) รายงานการพิจารณาวิธีการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่เหมาะสมที่สุด ไม่น้อยกว่าสามปี ก่อนเริ่มดําเนินกิจกรรมการรื้อถอน

                              (ง) แผนงานการรื้อถอนโดยละเอียดและประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน ไม่น้อยกว่าสองปีก่อนเริ่มดําเนินกิจกรรมการรื้อถอน

               (4) นอกจากกรณีตาม (1) (2) หรือ (3) หากผู้รับสัมปทานประสงค์จะทําการรื้อถอนส่ิงติดตั้ง ให้ผู้รับสัมปทานมีหนังสือแจ้งความประสงค์พร้อมกับกําหนดเวลาเริ่มดําเนินกิจกรรมการรื้อถอนเพื่อขอ ความเห็นชอบจากอธิบดี และเมื่อได้รับความเห็นชอบจากอธิบดีแล้ว ให้ยื่นเอกสารตามลําดับดังต่อไปนี้

                              (ก) รายงานการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมจากการรื้อถอนและรายงานการพิจารณา วิธีการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่เหมาะสมที่สุด ไม่น้อยกว่าสามปีก่อนเริ่มดําเนนกิ ิจกรรมการรื้อถอน

                              (ข) แผนงานการรื้อถอนโดยละเอียดและประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน ไม่น้อยกว่าสองปีก่อนเริ่มดําเนินกิจกรรมการรื้อถอน

               ข้อ 6 ในกรณีตามข้อ 5 (3) เมื่อผู้รับสัมปทานได้ยื่นแผนงานการรื้อถอนเบื้องต้น และประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนตามข้อ 5 (3) (ก) พร้อมกับวางหลักประกัน ถ้าผู้รับสัมปทาน ได้ยื่นคําขอต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียม ผู้รับสัมปทานมีสิทธิขอผ่อนผันการดําเนินการตามข้อ 5 (3) (ข) (ค) และ (ง) และให้อธิบดีมีอํานาจพิจารณาผ่อนผันได้ตามที่เห็นสมควร

               ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานได้รับอนุมัติให้ต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียม ให้ผู้รับสัมปทานปรับปรุง แผนงานการรื้อถอนเบื้องต้นและประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนภายในสองปีนับแต่วันสิ้นสุด ระยะเวลาผลิตปิโตรเลียม และการดําเนินการรื้อถอนให้เป็นไปตามที่กําหนดในข้อ 5 (3) (ข) (ค) และ (ง)

               ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานไม่ได้รับอนุมัติให้ต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียม ให้ผู้รับสัมปทานดําเนินการ ตามข้อ 5 (3) (ข) (ค) และ (ง) ภายในระยะเวลาที่อธิบดีกําหนด

               ข้อ 7 หากผู้รับสัมปทานไม่เห็นด้วยกับหนังสือแจ้งของอธิบดีตามข้อ 5 (1) หรือ (2) ให้ดําเนินการดังต่อไปนี้

               (1) กรณีตามข้อ 5 (1) ให้ผู้รับสัมปทานยื่นคําชี้แจงเป็นหนังสือต่ออธิบดีภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากอธิบดี โดยอธิบดีจะต้องพิจารณาข้อชี้แจงดังกล่าวให้แล้วเสร็จและ แจ้งผลการพิจารณาเป็นหนังสือให้ผู้รับสัมปทานทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือชี้แจง และเอกสารประกอบการพิจารณาครบถ้วน หากอธิบดีเห็นชอบกับคําชี้แจง ผู้รับสัมปทานไม่มีหน้าที่ ต้องดําเนินการตามข้อ 5 (1) แต่หากอธิบดีไม่เห็นชอบกับคําชี้แจงดังกล่าว ให้ผู้รับสัมปทาน ดําเนินการตามข้อ 5 (1) นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคําสั่งไม่เห็นชอบจากอธิบดี

               (2) กรณีตามข้อ 5 (2) ให้ผู้รับสัมปทานยื่นคําชี้แจงเป็นหนังสือต่ออธิบดีภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากอธิบดี พร้อมกับจัดให้มีบุคคลภายนอกที่มีคุณสมบัติตามที่อธิบดีกําหนด เพื่อทําการประเมินปริมาณสํารองปิโตรเลียม ทั้งนี้ การประเมินปริมาณสํารองปิโตรเลียมต้องดําเนินการ ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากอธิบดี โดยอธิบดีจะพิจารณา ปริมาณสํารองปิโตรเลียมที่บุคคลภายนอกตรวจสอบแล้วและแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้รับสัมปทานทราบ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับผลการประเมินปริมาณสํารองปิโตรเลียมจากผู้รับสัมปทานและเอกสาร ประกอบการพิจารณาครบถ้วน หากอธิบดีเห็นชอบกับผลการประเมินปริมาณสํารองปิโตรเลียมดังกล่าว ผู้รับสัมปทานไม่มีหน้าที่ต้องดําเนินการตามข้อ 5 (2) แต่หากอธิบดีไม่เห็นชอบกับผลการประเมินดังกล่าว หรือผู้รับสัมปทานไม่ดําเนินการให้บุคคลภายนอกประเมินปริมาณสํารองปิโตรเลียมให้แล้วเสร็จภายใน ระยะเวลาที่กําหนด ให้ผู้รับสัมปทานดําเนินการตามข้อ 5 (2) นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งไม่เห็นชอบ จากอธิบดีหรือนับแต่วันที่ครบกําหนดระยะเวลาดังกล่าว แล้วแต่กรณี

               ข้อ 8 ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานกระทําการอันเป็นเหตุที่จะเพิกถอนสัมปทานตามมาตรา 51 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมหรือระยะเวลาผลิตปิโตรเลียม ที่ได้รับการต่อและรัฐมนตรีได้แจ้งเป็นหนังสือให้ผู้รับสัมปทานทราบถึงเหตุนั้นตามมาตรา 52 แล้ว ให้ผู้รับสัมปทานยื่นแผนงานการรื้อถอนโดยละเอียดและประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนต่ออธิบดี ภายในระยะเวลาและเงื่อนไขที่อธิบดีกําหนด

               ข้อ 9 ให้อธิบดีพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนงานการรื้อถอน ประมาณการค่าใช้จ่าย ในการรื้อถอน รายงานการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมจากการรื้อถอน และรายงานการพิจารณาวิธีการรื้อถอน สิ่งติดตั้งที่เหมาะสมที่สุดให้แล้วเสร็จ และแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้รับสัมปทานทราบภายในกําหนดระยะเวลา ดังต่อไปนี้

               (1) เก้าสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแผนงานการรื้อถอนเบื้องต้นและประมาณการค่าใช้จ่าย ในการรื้อถอน พร้อมกับเอกสารประกอบการพิจารณาครบถ้วน

               (2) หนึ่งร้อยแปดสิบวัน นบแต ั ่วันที่ได้รับรายงานการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมจากการรื้อถอน และเอกสารประกอบการพิจารณาครบถ้วน

               (3) เก้าสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับรายงานการพิจารณาวิธีการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่เหมาะสมที่สุด และเอกสารประกอบการพิจารณาครบถ้วนและอธิบดีได้เห็นชอบรายงานการประเมินด้านสิ่งแวดล้อม จากการรื้อถอน

               (4) หนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแผนงานการรื้อถอนโดยละเอียดและประมาณการ ค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน พร้อมกับเอกสารประกอบการพิจารณาครบถ้วน

               การพิจารณาให้ความเห็นชอบของอธิบดี หากมีเหตุจําเป็นที่ไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ระยะเวลาดังกล่าวตามวรรคหนึ่งได้ ให้อธิบดีขยายระยะเวลาการพิจารณาตามวรรคหนึ่งออกไปอีก ตามความจําเป็นและแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้รับสัมปทานทราบการขยายระยะเวลาดังกล่าว แต่ทั้งนี้ระยะเวลา ที่ขยายแต่ละครั้งต้องไม่เกินระยะเวลาที่กําหนดไว้ในวรรคหนึ่ง

               ในกรณีที่อธิบดีเห็นว่าแผนงานการรื้อถอน ประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน รายงานการประเมิน ด้านสิ่งแวดล้อมจากการรื้อถอน หรือรายงานการพิจารณาวิธีการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่เหมาะสมที่สุด ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กําหนด หรือมีรายละเอียดไม่เพียงพอ ให้อธิบดีมีอํานาจ สั่งให้ผู้รับสัมปทานแก้ไขหรือยื่นรายละเอียดเพมเติ่ ิมภายในระยะเวลาที่กําหนด ทั้งนี้ ระยะเวลาที่ผู้รับสัมปทาน อยู่ในระหว่างดําเนินการแก้ไขนั้น ไม่ให้ถือว่าเป็นระยะเวลาการพิจารณาของอธิบดี  

               การพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนงานการรื้อถอนและประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนของอธิบดี ตามวรรคหนึ่ง ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการด้วย

               ข้อ 10 ประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนที่ผู้รับสัมปทานได้ยื่นพร้อมกับแผนงานการรื้อถอน เพื่อขอความเห็นชอบจากอธิบดี จะต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองความถูกต้องจากบุคคลภายนอก ที่มีคุณสมบัติตามที่อธิบดีประกาศกําหนดในราชกิจจานุเบกษา

               ประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนที่ได้รับความเห็นชอบแล้วตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้รับสัมปทาน ดําเนินการทบทวนทุก ๆ สามปี นับแต่วันที่ได้รับความเห็นชอบครั้งหลังสุด ซึ่งต้องได้รับการตรวจสอบ และรับรองความถูกต้องจากบุคคลภายนอกที่มีคุณสมบัติตามที่อธิบดีประกาศกําหนดตามวรรคหนึ่ง และให้ยื่นประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนที่ได้รับการรับรองความถูกต้องแล้วให้อธิบดีภายในหกสิบวัน ก่อนครบกําหนดสามปี

               ให้อธิบดีพิจารณาประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนตามวรรคสองให้แล้วเสร็จและแจ้งผู้รับ สัมปทานทราบภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเอกสารประกอบการพิจารณาครบถ้วน และให้นําความ ในข้อ 9 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

               ข้อ 11 หากก่อนวันเริ่มดําเนินกิจกรรมการรื้อถอน มีสิ่งติดตั้งที่ต้องรื้อถอนเพิ่มขึ้น หรือเทคโนโลยีด้านการรื้อถอนเปลี่ยนแปลงไป หรือประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนคลาดเคลื่อน ให้อธิบดีมีอํานาจสั่งให้ผู้รับสัมปทานแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือปรับปรุงแผนงานการรื้อถอนหรือประมาณการ ค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนที่ได้รับความเห็นชอบแล้ว หรือผู้รับสัมปทานอาจยื่นขอเสนอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือปรับปรุงแผนงานการรื้อถอนหรือประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนที่ได้รับความเห็นชอบเองก็ได้

               ให้อธิบดีพิจารณาการแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือปรับปรุงแผนงานการรื้อถอนหรือประมาณการ ค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จและแจ้งผู้รับสัมปทานทราบภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับเอกสารประกอบการพิจารณาครบถ้วน และให้นําความในข้อ 9 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                ข้อ 12 ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานไม่ดําเนินการตามข้อ 5 ข้อ 8 ข้อ 9 วรรคสาม ข้อ 10 วรรคสอง หรือข้อ 11 ภายในระยะเวลาที่กําหนดโดยไม่มีเหตุอันสมควร อธิบดีโดยความเห็นชอบของ คณะกรรมการมีอํานาจมอบหมายให้บุคคลอื่นดําเนินการแทนหรือร่วมกับผู้รับสัมปทาน โดยใช้จ่ายจาก หลักประกันที่ผู้รับสัมปทานได้วางไว้

 

หมวด 2

กิจกรรมการรื้อถอน

                                                 

 

               ข้อ 13 ผู้รับสัมปทานจะต้องดําเนินกิจกรรมการรื้อถอนตามแผนงานการรื้อถอนโดยละเอียด ที่ได้รับความเห็นชอบแล้ว และต้องดําเนินการให้ถูกต้องตามหลักเทคนิคและวิธีการปฏิบัติงานปิโตรเลียม ที่ดีด้วย

               ในการปฏิบัติตามแผนงานการรื้อถอนโดยละเอียดที่ได้รับความเห็นชอบ ผู้รับสัมปทานอาจเริ่ม ดําเนินกิจกรรมการรื้อถอนก่อนถึงกําหนดระยะเวลาที่กําหนดไว้ในแผนงานการรื้อถอนโดยละเอียดก็ได้ แต่ต้องแจ้งเป็นหนังสือต่ออธิบดีก่อนเริ่มดําเนินการ หากอธิบดีไม่คัดค้านภายในสิบห้าวัน ผู้รับสัมปทาน สามารถดําเนินการก่อนถึงกําหนดนั้นได้

               ข้อ 14 ก่อนเริ่มกิจกรรมการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่เกี่ยวข้องกับหลุมใด ให้ผู้รับสัมปทาน แจ้งเป็นหนังสือต่ออธิบดี เพื่อยืนยันว่าผู้รับสัมปทานได้ดําเนินการสละหลุมนั้นอย่างถาวรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในกรณีที่รายละเอียดในหนังสือแจ้งตามวรรคหนึ่งไม่ครบถ้วนเพียงพอ ให้อธิบดีมีอํานาจ สั่งให้ผู้รับสัมปทานยื่นเอกสารหรือข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณา

               ข้อ 15 ในระหว่างกิจกรรมการรื้อถอน หากมีเหตุอันสมควรที่ผู้รับสัมปทานไม่สามารถ ปฏิบัติตามวิธีการดําเนินกิจกรรมการรื้อถอนหรือไม่สามารถใช้อุปกรณ์ซึ่งมีนัยสําคัญต่อกิจกรรมการรื้อถอน ตามที่กําหนดในแผนงานการรื้อถอนโดยละเอียดที่ได้รับความเห็นชอบ ผู้รับสัมปทานอาจขอเปลี่ยนแปลง วิธีการดําเนินกิจกรรมการรื้อถอนหรือใช้อุปกรณ์ดังกล่าว โดยยื่นขอความเห็นชอบต่ออธิบดีล่วงหน้า อย่างน้อยเจ็ดวันก่อนเริ่มดําเนินการ และให้อธิบดีพิจารณาให้ความเห็นชอบภายในเจ็ดวันนับแต่ วันที่ได้รับคําขอ

               ในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายหรือเป็นอันตรายแก่ทรัพย์สิน บุคคล หรือสิ่งแวดล้อม ผู้รับสัมปทานสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการดําเนินกิจกรรมการรื้อถอนหรือใช้อุปกรณ์ซึ่งมีนัยสําคัญ ต่อกิจกรรมการรื้อถอนตามท่กีําหนดในแผนงานการรื้อถอนโดยละเอียดที่ได้รับความเห็นชอบ โดยแจ้งให้ อธิบดีทราบโดยทันที ทั้งนี้ ผู้รับสัมปทานต้องส่งหนังสือชี้แจงเหตุผลความจําเป็นพร้อมทั้งรายละเอียดต่อ อธิบดีภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่แจ้ง และอธิบดีอาจสั่งให้ผู้รับสัมปทานแก้ไขเพิ่มเติมได้

               การเปลี่ยนแปลงวิธีการดําเนินกิจกรรมการรื้อถอนหรือใช้อุปกรณ์ซึ่งมีนัยสําคัญตามวรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง จะต้องพิจารณาจากวิธีการอื่น ๆ ที่ผู้รับสัมปทานได้เคยประเมินผลและกําหนดไว้ในแผนงาน การรื้อถอนโดยละเอียดที่ได้รับความเห็นชอบเท่านั้น

               ข้อ 16 ในกรณีที่มีอุบัติเหตุอันส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน ผู้รับสัมปทานต้องแจ้งให้ อธิบดีทราบภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง และให้รายงานรายละเอียดของอุบัติเหตุนั้นเป็นหนังสือภายใน เจ็ดสิบสองชั่วโมงนับแต่เกิดเหตุ

               ข้อ 17 ผู้รับสัมปทานมีหน้าที่ต้องดําเนินการรื้อถอนให้แล้วเสร็จตามแผนงานการรื้อถอน โดยละเอียดที่ได้รับความเห็นชอบ

               ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานไม่สามารถดําเนินการรื้อถอนให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กําหนดไว้ ตามแผนงานการรื้อถอนโดยละเอียดที่ได้รับความเห็นชอบ เพราะเหตุที่มิใช่ความผิดของผู้รับสัมปทาน เมื่อผู้รับสัมปทานได้ยื่นคําร้องขอก่อนสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าว อธิบดีโดยความเห็นชอบของ คณะกรรมการมีอํานาจอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการดําเนินการรื้อถอนได้คราวละไม่เกินสองปี

               ข้อ 18 เพื่อประโยชน์ในการกํากับดูแล ติดตาม และตรวจสอบการดําเนินกิจกรรมการรื้อถอน ของผู้รับสัมปทาน ให้อธิบดีมีอํานาจมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจการดําเนินงานเพื่อให้เป็นไปตาม แผนงานการรื้อถอนโดยละเอียดที่ได้รับความเห็นชอบ

 

หมวด 3

การดําเนินงานภายหลังกิจกรรมการรื้อถอน

                                                                 

 

               ข้อ 19 เมื่อผู้รับสัมปทานได้ดําเนินกิจกรรมการรื้อถอนเสร็จสิ้นตามแผนงานการรื้อถอน โดยละเอียดแล้ว ให้ผู้รับสัมปทานยื่นรายงานผลการปฏิบัติตามกิจกรรมการรื้อถอนต่ออธิบดีเพื่อขอความเห็นชอบ ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันสิ้นสุดระยะเวลาดําเนินกิจกรรมการรื้อถอน

               ให้อธิบดีพิจารณารายงานผลการปฏิบัติตามกิจกรรมการรื้อถอนตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จ และแจ้งผู้รับสัมปทานทราบภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับรายงานดังกล่าวและเอกสาร ประกอบการพิจารณาครบถ้วน และให้นําความในข้อ 9 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใช้บังคับ โดยอนุโลม

               ข้อ 20 ให้ผู้รับสัมปทานยื่นรายงานผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมภายหลัง กิจกรรมการรื้อถอนต่ออธิบดีเพื่อขอความเห็นชอบ ภายในระยะเวลาและตามรายละเอียดที่กําหนด ในรายงานผลการปฏิบัติตามกิจกรรมการรื้อถอนตามข้อ 19 ให้อธิบดีพิจารณารายงานผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมภายหลังกิจกรรมการรื้อถอน ตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จและแจ้งผู้รับสัมปทานทราบภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับรายงานดังกล่าว และเอกสารประกอบการพิจารณาครบถวน้ และให้นําความในข้อ 9 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

               ข้อ 21 เมื่อรายงานผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมภายหลังกิจกรรมการรื้อถอน ของผู้รับสัมปทานได้รับความเห็นชอบจากอธิบดีตามข้อ 20 แล้ว ให้ถือว่าผู้รับสัมปทานได้ปฏิบัติ หน้าที่ในการรื้อถอนครบถ้วน แต่ผู้รับสัมปทานยังคงต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม ชีวิต ทรัพย์สิน หรือสิ่งอื่นใด ถ้าความเสียหายนั้นเป็นผลมาจากสิ่งที่เหลืออยู่ภายหลังการรื้อถอน ของผู้รับสัมปทาน

 

หมวด 4

การส่งมอบสิ่งติดตั้ง

                                                         

 

               ข้อ 22 เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามข้อกําหนดในสัมปทานปิโตรเลียม ในกรณีที่รัฐ เห็นสมควรนําสิ่งติดตั้งทั้งหมดหรือแต่บางส่วนไปใช้ประโยชน์ ให้อธิบดีมีหนังสือแจ้งผู้รับสัมปทานทราบล่วงหน้า ไม่น้อยกว่าสองปีก่อนเริ่มกิจกรรมการรื้อถอน หรือก่อนสิ้นสุดระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมหรือระยะเวลา ผลิตปิโตรเลียมที่ได้รับการต่อ แล้วแต่กรณีใดเกิดขึ้นก่อน ว่ามีสิ่งติดตั้งใดที่รัฐจะรับมอบ และให้ผู้รับสัมปทาน ส่งมอบสิ่งติดตั้งดังกล่าวให้แก่รัฐโดยไม่คิดมูลค่าภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้ทําข้อตกลงระหว่างหน่วยงาน ของรัฐผู้รับมอบกับผู้รับสัมปทาน

               ผู้รับสัมปทานยังคงมีหน้าที่รับผิดชอบการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ได้ส่งมอบแล้วตามวรรคหนึ่ง เว้นแต่จะได้กําหนดไว้เป็นอย่างอื่นในข้อตกลงระหว่างหน่วยงานของรัฐผู้รับมอบกับผู้รับสัมปทาน

               ข้อตกลงการส่งมอบสิ่งติดตั้งให้เป็นไปตามที่อธิบดีประกาศกําหนดในราชกิจจานุเบกษา

 

หมวด 5

การวางหลักประกัน

                                                   

 

               ข้อ 23 หลักประกันมีดังต่อไปนี้

               (1) เงินสดหรือเช็คเงินสดที่ธนาคารสั่งจ่าย

               (2) พันธบัตรของรัฐบาลไทย

               (3) สัญญาค้ําประกันของธนาคาร

               (4) สแตนบายเลตเตอร์ออฟเครดิตประเภทเพิกถอนไม่ได้

               (5) หลักประกันอื่นใดตามที่อธิบดีประกาศกําหนดในราชกิจจานุเบกษา

               การพิจารณามูลค่าและความน่าเชื่อถือของหลักประกันตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกําหนดในราชกิจจานุเบกษา ข้อ 24 ให้ผู้รับสัมปทานดําเนินการวางหลักประกันต่ออธิบดีภายใต้เงื่อนไขที่กําหนด ในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้

               (1) เมื่อผลการประเมินสถานะทางการเงินของผู้รับสัมปทานไม่ผ่านตามหลักเกณฑ์ที่กําหนด ในข้อ 25 และข้อ 26

               (2) เมื่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมหรือระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมที่ได้รับการต่อเหลือห้าปีสุดท้าย ตามที่กําหนดในสัมปทาน

               (3) เมื่อผู้รับสัมปทานไม่ยื่นแผนงานการรื้อถอนและประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน หรือไม่ยื่นประมาณการค่าใช้จ่ายที่มีการทบทวนภายในระยะเวลาที่กําหนด

               (4) เมื่อผู้รับสัมปทานไม่ยื่นผลการประเมินสถานะทางการเงินภายในกําหนดระยะเวลา ตามข้อ 25 และข้อ 26

               (5) เมื่อรัฐมนตรีมีหนังสือแจ้งเหตุเพิกถอนสัมปทานให้ผู้รับสัมปทานทราบตามข้อ 8

               การวางหลักประกัน ให้วางเป็นจํานวนไม่น้อยกว่าประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนที่ได้รับ ความเห็นชอบจากอธิบดีแล้ว หรือประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนที่อธิบดีกําหนดตามข้อ 28

               ข้อ 25 การประเมินสถานะทางการเงินตามข้อ 24 (1) ให้ผู้รับสัมปทานยื่นผล การประเมินสถานะทางการเงินต่ออธิบดีพร้อมกับแผนงานการรื้อถอนและประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน ตามข้อ 5 (1) (2) และ (4) และข้อ 6 วรรคสอง

               การประเมินสถานะทางการเงิน ให้ดําเนินการดังต่อไปนี้

               (1) การประเมินสถานะทางการเงินของผู้รับสัมปทาน ให้พจารณาจากเงื่อนไข 2 ประการ คือ

                              (ก) เงื่อนไขที่หนึ่ง ปริมาณสํารองปิโตรเลียมต่อผลรวมของปริมาณการผลิตปิโตรเลียมสะสม และปริมาณสํารองปิโตรเลียมมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 40 ซึ่งสามารถแสดงได้ดังต่อไปนี้

 

ปริมาณสํารองปิโตรเลียม

                                                                                                                                                 >  ร้อยละ 40 

ปริมาณการผลิตปิโตรเลียมสะสม + ปริมาณสํารองปิโตรเลียม

 

                              (ข) เงื่อนไขที่สอง ประมาณการกระแสเงินสดสุทธิหลังหักภาษีของสัมปทานต่อประมาณการ ค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนมากกว่า 1.25 ซึ่งสามารถแสดงได้ดังต่อไปนี้

 

ประมาณการกระแสเงินสดสุทธิหลังหักภาษีของสัมปทาน

                                                                                                                                         >  1.25 

ประมาณการรายจ่ายในการรื้อถอน

 

               (2) การประเมินสถานะทางการเงินของผู้รับสัมปทาน ให้ดําเนินการตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้

                              (ก) พิจารณาจากเงื่อนไขที่หนึ่ง หากปรากฏว่าปริมาณสํารองปิโตรเลียมต่อผลรวมของ ปริมาณการผลิตปิโตรเลียมสะสมและปริมาณสํารองปิโตรเลียมมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 40 ถือว่า ผ่านการประเมินสถานะทางการเงิน กรณีนี้ไม่ต้องพิจารณาเงื่อนไขที่สอง

                              (ข) ในกรณีที่ไม่ผ่านการพิจารณาเงื่อนไขที่หนึ่ง ให้ดําเนินการพิจารณาเงื่อนไขที่สอง หากปรากฏว่าประมาณการกระแสเงินสดสุทธิหลังหักภาษีของสัมปทานต่อประมาณการค่าใช้จ่าย ในการรื้อถอนน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1.25 ถือว่าผู้รับสัมปทานไม่ผ่านการประเมินสถานะทางการเงิน

               การประเมินสถานะทางการเงินตามวรรคสอง ให้ใช้ประมาณการค่าใช้จ่ายที่ได้รับ การตรวจสอบและรับรองความถูกต้องจากบุคคลภายนอกตามข้อ 10

               ให้อธิบดีพิจารณาผลการประเมินสถานะทางการเงินของผู้รับสัมปทานตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จ ภายในระยะเวลาที่กําหนดพร้อมกับแผนงานการรื้อถอนและประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน

               ในกรณีที่อธิบดีพิจารณาผลการประเมินสถานะทางการเงินตามวรรคสี่แล้วปรากฏว่าผู้รับสัมปทาน ไม่ผ่านการประเมินสถานะทางการเงิน ให้ผู้รับสัมปทานวางหลักประกันตามสัดส่วนที่กําหนดในตาราง ท้ายกฎกระทรวงนี้ และในปีถัดไปให้วางหลักประกันส่วนที่เหลือเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้า ของประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนจนกระทั่งเต็มจํานวน เว้นแต่ระยะเวลาผลิตปิโตรเลียม หรือระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมที่ได้รับการต่อเหลือห้าปีสุดท้ายตามที่กําหนดในสัมปทาน ผู้รับสัมปทาน ต้องวางหลักประกันส่วนที่เหลือทั้งหมดภายในระยะเวลาตามข้อ 27

               ผู้รับสัมปทานต้องวางหลักประกันตามวรรคห้าภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง ไม่ผ่านการประเมินสถานะทางการเงินจากอธิบดี และการวางหลักประกันในปีถัดไปแต่ละปี ให้ดําเนินการภายในหกสิบวันก่อนครบกําหนดในแต่ละปี

               ข้อ 26 ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานผ่านการประเมินสถานะทางการเงินตามข้อ 25 ให้ผู้รับสัมปทาน ดําเนินการประเมินสถานะทางการเงินในปีถัดไปทุกปีจนกว่าจะไม่ผ่านการประเมินสถานะทางการเงิน หรือจนกว่าระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมหรือระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมที่ได้รับการต่อเหลือห้าปีสุดท้าย ตามที่กําหนดในสัมปทาน โดยให้ยื่นผลการประเมินสถานะทางการเงินต่ออธิบดีภายในสามสิบวัน ก่อนครบกําหนดของปีถัดไปในแต่ละปี

               การประเมินสถานะทางการเงินตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้ประมาณการค่าใช้จ่ายที่ได้รับ การตรวจสอบและรับรองความถูกต้องจากบุคคลภายนอกตามข้อ 10

               ให้อธิบดีพิจารณาผลการประเมินสถานะทางการเงินของผู้รับสัมปทานตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับผลการประเมินสถานะทางการเงิน

               หากผู้รับสัมปทานไม่ผ่านการประเมินสถานะทางการเงินในปีใด ผู้รับสัมปทานต้องวางหลักประกัน ในปีนั้น และให้นําความในขอ้ 25 วรรคห้าและวรรคหก มาใช้บังคับโดยอนุโลม

               ข้อ 27 การวางหลักประกันตามข้อ 24 (2) ให้ผู้รับสัมปทานวางหลักประกันเต็มจํานวน ของประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนซึ่งได้รับความเห็นชอบแล้ว

               ผู้รับสัมปทานต้องวางหลักประกันให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ แจ้งจากอธิบดีให้ความเห็นชอบประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน หรือวันเริ่มต้นของระยะเวลา ห้าปีสุดท้ายของระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมหรือระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมที่ได้รับการต่อ แล้วแต่กรณีใด เกิดขึ้นทีหลัง

               ข้อ 28 การวางหลักประกันตามข้อ 24 (3) (4) และ (5) ให้ผู้รับสัมปทานวางหลักประกัน เต็มจํานวนตามมูลค่าที่อธิบดีประเมินมูลค่าหลักประกัน ทั้งนี้ อธิบดีอาจประเมินมูลค่าหลักประกัน จากการพิจารณาแผนงานการรื้อถอนและประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนของสิ่งติดตั้งที่มีลักษณะ ใกล้เคียงกับสิ่งติดตั้งของผู้รับสัมปทาน หรืออาจให้บุคคลภายนอกตามที่อธิบดีเห็นสมควรเป็นผู้ประเมิน มูลค่าหลักประกัน และให้ผู้รับสัมปทานออกค่าใช้จ่ายแก่บุคคลภายนอกสําหรับการประเมิน มูลค่าหลักประกันดังกล่าว

               ให้ผู้รับสัมปทานวางหลักประกันให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ แจ้งผลการประเมินมูลค่าหลักประกันจากอธิบดี

               ข้อ 29 ในกรณีที่มีการวางหลักประกันแล้ว อธิบดีมีอํานาจพิจารณาเพิ่มหรือลดมูลค่าของ หลักประกันได้ หากปรากฏว่าประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนเพิ่มหรือลด โดยต้องแจ้งเป็นหนังสือ ให้ผู้รับสัมปทานทราบ พร้อมกับชี้แจงเหตุผลของการเพิ่มหรือลดมูลค่าของหลักประกัน

               ผู้รับสัมปทานอาจขอเพิ่มหรือลดมูลค่าของหลักประกันได้ โดยยื่นเป็นหนังสือระบุเหตุผล และมูลค่าของหลักประกันที่เพิ่มหรือลดต่ออธิบดีเพื่อขอความเห็นชอบ หากผู้รับสัมปทานไม่เห็นด้วยกับหนังสือแจ้งตามวรรคหนึ่ง ผู้รับสัมปทานสามารถชี้แจง เป็นหนังสือพร้อมกับเอกสารประกอบต่ออธิบดีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากอธิบดี โดยอธิบดีจะพิจารณาและแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้รับสัมปทานทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับ หนังสือจากผู้รับสัมปทาน ในกรณีที่อธิบดีพิจารณาไม่แล้วเสร็จให้ขยายระยะเวลาอีกได้ไม่เกินสามสิบวัน และแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้รับสัมปทานทราบการขยายระยะเวลาดังกล่าว

               ให้ผู้รับสัมปทานวางหลักประกันในส่วนที่เพิ่มภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจาก อธิบดี และให้อธิบดีคืนหลักประกันในส่วนที่ลดภายในกําหนดเวลาตามข้อ 36 (3) แล้วแต่กรณี

               ข้อ 30 ผู้รับสัมปทานสามารถวางหลักประกันตามข้อ 23 ประเภทเดียวทั้งหมดหรือ หลายประเภทรวมกันก็ได้ และหากผู้รับสัมปทานประสงค์จะเปลี่ยนแปลงหลักประกันหรือประเภทหลักประกัน ให้ผู้รับสัมปทานยื่นคําร้องเพื่อขอความเห็นชอบจากอธิบดี โดยอธิบดีต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับคําร้อง

               อธิบดีมีอํานาจเปลี่ยนแปลงหลักประกันหรือประเภทหลักประกันได้ โดยแจ้งเป็นหนังสือ ให้ผู้รับสัมปทานทราบพร้อมกับระบุมูลค่าของหลักประกันหรือประเภทหลักประกันที่ให้เปลี่ยนแปลง ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานไม่เห็นด้วยกับหนังสือแจ้งของอธิบดี ให้นําความในข้อ 29 วรรคสาม มาใช้บังคับ โดยอนุโลม

               ให้ผู้รับสัมปทานดําเนินการเปลี่ยนแปลงหลักประกันหรือประเภทหลักประกันให้แล้วเสร็จ ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากอธิบดี

               ข้อ 31 ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานไม่วางหลักประกันหรือวางหลักประกันไม่ครบตามจํานวน และภายในระยะเวลาที่กําหนด ให้อธิบดีมีหนังสือเตือนให้ผู้รับสัมปทานวางหลักประกันและเสียเงินเพิ่ม อีกร้อยละสองต่อเดือนของจํานวนหลักประกันที่ต้องวางหรือวางขาด ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับ หนังสือเตือน

               ผู้รับสัมปทานซึ่งวางหลักประกันเพียงบางส่วน และไม่นําหลักประกันส่วนที่เหลือมาวางให้ครบ เต็มจํานวนภายในกําหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้อธิบดีมีอํานาจยึดหลักประกันส่วนที่วางไว้แล้ว เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งของผู้รับสัมปทาน

               ข้อ 32 หลักประกันที่มีกําหนดระยะเวลาสิ้นสุดก่อนการรื้อถอนจะแล้วเสร็จ ผู้รับสัมปทาน ต้องนําหลักประกันใหม่ที่มีมูลค่าไม่น้อยกว่าหลักประกันเดิมมาวางล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันก่อนวันที่ หลักประกันเดิมจะสิ้นสุด 

               ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานไม่นําหลักประกันใหม่มาวางภายในกําหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง อธิบดีมีอํานาจยึดหลักประกันเดิมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งของผู้รับสัมปทาน

 

หมวด 6

การเก็บรักษา การเบิกจ่าย และการคืนหลักประกัน

                                       

 

               ข้อ 33 ในการวางหลักประกัน ให้ผู้รับสัมปทานยื่นคําขอวางหลักประกันและแสดงรายละเอียด หลักประกัน พร้อมทั้งมอบหลักประกันให้ตรวจสอบ

               เมื่อได้ตรวจสอบหลักประกันที่ผู้รับสัมปทานนํามาวางตามวรรคหนึ่ง มีมูลค่าและความน่าเชื่อถือ ตามประกาศที่อธิบดีกําหนดตามข้อ 23 วรรคสอง ให้อธิบดีออกใบรับการวางหลักประกันให้แก่ ผู้รับสัมปทานเก็บไว้เป็นหลักฐาน

               ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงหลักประกัน ให้นําความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม

               คําขอวางหลักประกัน ใบรับการวางหลักประกัน และการตรวจสอบหลักประกัน ให้เป็นไปตามแบบ และหลักเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศกําหนดในราชกิจจานุเบกษา

               ข้อ 34 การเก็บรักษาหลักประกันที่เป็นเงินสด ให้นําส่งเข้าบัญชีเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์ ที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเปิดไว้สําหรับผู้รับสัมปทานรายนั้น หรือจัดเก็บด้วยวิธีการอื่นตามที่อธิบดี ประกาศกําหนดในราชกิจจานุเบกษา

               การเก็บรักษาหลักประกันประเภทอื่นนอกจากเงินสด ให้เก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยหรือสถานที่อื่น ที่มีความปลอดภัย การเก็บรักษาหลักประกันที่เป็นเงินสดตามวรรคหนึ่ง หรือหลักประกันอื่นตามวรรคสอง รวมทั้งการจัดทําบัญชีหรือรายงานการเก็บรักษา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกําหนด ในราชกิจจานุเบกษา

               ข้อ 35 ในกรณีที่มีการมอบหมายให้บุคคลอื่นเข้าดําเนินการแทนหรือร่วมกับผู้รับสัมปทาน ในการรื้อถอนสิ่งติดตั้ง อธิบดีมีอํานาจบังคับและเบิกจ่ายหลักประกันของผู้รับสัมปทานเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ให้กับบุคคลนั้น

               การเบิกค่าใช้จ่ายตามวรรคหนึ่ง ให้บุคคลดังกล่าวยื่นคําขอเบิกพร้อมหลักฐานค่าใช้จ่าย ในการรื้อถอน เพื่อโอนเข้าบัญชีของบุคคลนั้นหรือด้วยวิธีการอื่นตามที่อธิบดีกําหนด

               การบังคับหลักประกัน การเบิกจ่ายและหลักฐานการเบิกจ่ายหลักประกัน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่อธิบดีประกาศกําหนดในราชกิจจานุเบกษา

               ข้อ 36 ให้อธิบดีคืนหลักประกันที่ผู้รับสัมปทานได้วางไว้ ดังต่อไปนี้

               (1) ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่อธิบดีได้ให้ความเห็นชอบต่อรายงานผลการปฏิบัติตาม กิจกรรมการรื้อถอน

               (2) ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่อธิบดีได้ให้ความเห็นชอบต่อรายงานผลการติดตาม ตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมภายหลังกิจกรรมการรื้อถอน

               (3) ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่อธิบดีเห็นชอบให้ลดมูลค่าของหลักประกันตามข้อ 29 หรือเปลี่ยนแปลงหลักประกันหรือประเภทหลักประกันตามข้อ 30

               (4) เมื่อผู้รับสัมปทานได้รับอนุญาตให้ต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมและมีหนังสือร้องขอคืน หลักประกัน ให้คืนหลักประกันภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ

               การคืนหลักประกันตามวรรคหนึ่ง ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกําหนดในราชกิจจานุเบกษา

 

บทเฉพาะกาล

                                

 

               ข้อ 37 ผู้รับสัมปทานซึ่งได้รับการต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ดําเนินการรื้อถอนโดยยื่นเอกสาร ดังต่อไปนี้

               (1) แผนงานการรื้อถอนเบื้องต้นและประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน ภายในสองปี นับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ

               (2) รายงานการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมจากการรื้อถอน ไม่น้อยกว่าสี่ปีก่อนเริ่มดําเนินกิจกรรม การรื้อถอน

               (3) รายงานการพิจารณาวิธีการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่เหมาะสมที่สุด ไม่น้อยกว่าสามปีก่อนเริ่ม ดําเนินกิจกรรมการรื้อถอน

               (4) แผนงานการรื้อถอนโดยละเอียดและประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน ไม่น้อยกว่าสองปี ก่อนเริ่มดําเนินกิจกรรมการรื้อถอน

               ให้ผู้รับสัมปทานตามวรรคหนึ่งวางหลักประกันเต็มจํานวนภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ ได้รับหนังสือแจ้งจากอธิบดีให้ความเห็นชอบประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนตาม (1) หรือวันเริ่มต้น ของระยะเวลาห้าปีสุดท้ายของระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมที่ได้รับการต่อ แล้วแต่กรณีใดเกิดขึ้นทีหลัง

               ข้อ 38 ผู้รับสัมปทานซึ่งเหลือระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมน้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่ กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ดําเนินการรื้อถอนโดยยื่นเอกสาร ดังต่อไปนี้

               (1) แผนงานการรื้อถอนเบื้องต้นและประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน ภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ

               (2) รายงานการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมจากการรื้อถอน ไม่น้อยกว่าสี่ปีก่อนเริ่มดําเนิน กิจกรรมการรื้อถอน

               (3) รายงานการพิจารณาวิธีการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่เหมาะสมที่สุด ไม่น้อยกว่าสามปีก่อนเริ่ม ดําเนินกิจกรรมการรื้อถอน

               (4) แผนงานการรื้อถอนโดยละเอียดและประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน ไม่น้อยกว่าสองปี ก่อนเริ่มดําเนินกิจกรรมการรื้อถอน

               ให้ผู้รับสัมปทานตามวรรคหนึ่งวางหลักประกันเต็มจํานวนภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ ได้รับหนังสือแจ้งจากอธิบดีให้ความเห็นชอบประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนตาม (1)

               ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานได้ย่ืนแผนงานการรื้อถอนเบื้องต้นและประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน ตาม (1) พร้อมกับวางหลักประกัน ถ้าผู้รับสัมปทานได้ยื่นคําขอต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียม ผู้รับสัมปทาน มีสิทธิขอผ่อนผันการดําเนินการตาม (2) (3) และ (4) และให้อธิบดีมีอํานาจพิจารณาผ่อนผันได้ ตามที่เห็นสมควร

               ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานได้รับอนุมัติให้ต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียม การดําเนินการรื้อถอน ให้เป็นไปตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่กําหนดในข้อ 6 วรรคสอง ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานไม่ได้รับอนุมัติให้ต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียม การดําเนินการรื้อถอน ให้เป็นไปตาม (2) (3) และ (4) ภายในระยะเวลาที่อธิบดีกําหนด

 

ให้ไว้ ณ วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559                                                                   

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์                                                                     

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน                                                                 

 

รายการแผนงานการรื้อถอนและประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน

                                                     

 

แผนงานการรื้อถอนเบื้องต้น (Initial Decommissioning Plan) มีรายการ ดังต่อไปนี้

1. บทสรุปผู้บริหารเกี่ยวกับผู้รับสัมปทาน แหล่งผลิตสิ่งติดตั้งที่ จะรื้อถอน และแนวทางการรื้อถอน

2. ข้อมูลทางเทคนิคที่ คาดว่าจะใช้ในการรื้อถอนและขอบเขตการดําเนินการรื้อถอน

3. กําหนดการและระยะเวลาในการดําเนินการรื้อถอน

4. แผนการประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นทางด้านผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม สุขอนามัย และความปลอดภัย

5. ข้อมูลอื่น ๆ ที่อธิบดีกําหนด

 

แผนงานการรื้อถอนโดยละเอียด (Final Decommissioning Plan) มีรายการ ดังต่อไปนี้

1. บทสรุปผู้บริหารเกี่ยวกับผู้รับสัมปทาน แหล่งผลิตสิ่งติดตั้งที่ จะรื้อถอน และแนวทางการรื้อถอน

2. รายละเอียดของสิ่งติดตั้งที่ จะรื้อถอน

3. รายละเอียดทางเทคนิค วิธีการ และเครื่องมือและเครื่องจักรในส่วนที่มีนัยสําคัญที่ใช้ในการรื้อถอน และ ขอบเขตการดําเนนการรื้อถอน

4. กําหนดการและระยะเวลาในการดําเนินการรื้อถอน

5. แผนการจัดการด้านความปลอดภัย

6. แผนการบริหารจัดการการดําเนินงานรื้อถอน

7. บทสรุปรายงานการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมจากการรื้อถอน (Decommissioning Environmental Assessment Report, DEA)

8. บทสรุปรายงานการพิจารณาวิธีการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ เหมาะสมที่สุด (Best Practical Environmental Option Report, BPEO)

9. แผนการจัดการสิ่งแวดล้อมสําหรับกิจกรรมการรื้อถอน (Decommissioning Activity Environmental Management Plan)

10. วิธีการรายงานผลการปฏิบัติตามกิจกรรมการรื้อถอน (Closeout Report for Decommissioning Activity)

11. แผนการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมภายหลังกิจกรรมการรื้อถอน (Post Decommissioning Activity Monitoring Plan)

12. รายงานผลการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้เสีย

13. รายงานผลการสอบถามความคิดเห็นจากหน่วยงานของรัฐที่รับโอนสิ่ งติดตั้ง หรือนําสิ่งติดต ั้งไปใช้ประโยชน์ อย่างอื่น (ถ้ามี)

14. ใบอนุญาตและเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

15. รายงานการศึกษาเพื่อสนับสนุนการดําเนินงานรื้อถอน (ถ้ามี)

16. ข้อมูลอื่นๆ ที่อธิบดีกําหนด

 

ประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน มีรายการ ดังต่อไปนี้

1. บทสรุปผู้บริหาร

2. รายการสิ่งติดตั้งที่ จะถูกรื้อถอน

3. เทคนิควิธีการที่ คาดว่าจะใช้ในการรื้อถอน

4. วิธีการประเมินค่าใช้จ่าย

5. รายละเอียดการประเมินค่าใช้จ่าย

6. ข้อมูลอื่น ๆ ที่อธิบดีกําหนด

 

 

ตารางแสดงสัดส่วนมูลค่าหลักประกัน

 

ประมาณการกระแสเงินสดสุทธิ หลังหักภาษีของสัมปทาน 

ต่อประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน

 

 

 

มูลค่าหลักประกันที่ จะต้องวาง

(ร้อยละของประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน 

ที่ได้รับความเห็นชอบแล้ว)

 

มากกว่า 1.25

ไม่ต้องวางหลักประกัน

มากกว่า 1.00 แต่ไม่เกิน 1.25

25

มากกว่า 0.75 แต่ไม่เกิน 1.00

50

มากกว่า 0.50 แต่ไม่เกิน 0.75

75

น้อยกว่าหรือเท่ากับ 0.50

100

 

 

 

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา 80/1 และมาตรา 80/2 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2550 บัญญัติให้ผู้รับสัมปทานมีหน้าที่รับผิดชอบในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง วัสดุ อุปกรณ์ และสิ่งอํานวยความสะดวกในการสํารวจ ผลิต เก็บรักษา หรือขนส่งปิโตรเลียม โดยให้ผู้รับสัมปทาน ยื่นแผนงานและประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนเพื่อขอรับความเห็นชอบจากอธิบดี รวมทั้งการแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงแผนงานหรือประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนที่ได้รับความเห็นชอบแล้ว และ ให้ผู้รบสั ัมปทานวางหลกประกันการรอถอนสิ่งปลกสร้างงหรอวัสสดุอื่นใดที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียม ตลอดจนการเก็บรักษา และการเบิกจ่ายหลักประกัน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาที่กําหนดในกฎกระทรวง จึงจําเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้