กฏหมายสำหรับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม

พื้นที่สัมปทานในประเทศและพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย

ประกาศกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ การรายงานผลการประกอบกิจการปิโตรเลียม

ดาวน์โหลด PDF

 

คำอธิบายสรุปสาระสำคัญ
พระราชบัญญัติองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย พ.ศ. 2533

                              

 

          1. ความมุ่งหมายของกฎหมาย

          เนื่องจากได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างราชอาณาจักรไทยและมาเลเซียเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรร่วมเพื่อแสวงประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นดินใต้ทะเลในบริเวณที่กำหนดของไหล่ทวีปของประเทศทั้งสองในอ่าวไทย ฉบับลงนามวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 (พ.ศ. 2522) และมีการลงนามในความตกลงว่าด้วยธรรมนูญและเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดตั้งองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งมาเลเซีย เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2533 ซึ่งตามความตกลงดังกล่าวได้มีข้อกำหนดว่า ประเทศไทยและประเทศมาเลเซียจะต้องออกกฎหมายอนุวัตรการก่อตั้งองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย โดยมีสาระสำคัญเหมือนกัน และประกาศใช้บังคับพร้อมกันด้วยจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
         

          2. นิยามที่เกี่ยวข้อง (มาตรา 4)

                    2.1 บันทึกความเข้าใจ ค.ศ. 1979 (พ.ศ. 2522) หมายความว่า บันทึกความเข้าใจระหว่างราชอาณาจักรไทยและมาเลเซียเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรร่วมเพื่อแสวงประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นดินใต้ทะเลในบริเวณที่กำหนดของไหล่ทวีปของประเทศทั้งสองในอ่าวไทย ฉบับลงนามวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 (พ.ศ. 2522)

                    2.2 ความตกลง หมายความว่า ความตกลงว่าด้วยธรรมนูญและเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดตั้งองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย ซึ่งได้ลงนามโดยรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งมาเลเซีย เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2533 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

                    2.3 องค์กรร่วม หมายความว่า องค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย

                    2.4 ทรัพยากรธรรมชาติ หมายความว่า ทรัพยากรธรรมชาติใด ๆ ที่ไม่มีชีวิตรวมทั้ง แร่ น้ำมันดิบ และโลหะใดๆ

                    2.5 ปิโตรเลียม หมายความว่า น้ำมันแร่ดิบใดๆ หรือไฮโดรคาร์บอนอื่นใด และก๊าซธรรมชาติซึ่งอยู่ในสภาพอันเป็นธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลวที่ปากหลุม รวมทั้งหินบิทูเมนและทรัพยากรอื่นที่สะสมอยู่เป็นชั้น ๆ ซึ่งสามารถจะสกัดน้ำมันออกมาได้

          3. สรุปสาระสำคัญของกฎหมาย

                    3.1 องค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (มาตรา 6-8)
ให้จัดตั้งองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย เป็นนิติบุคคลและมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรไทยและมาเลเซีย โดยองค์กรร่วมมีอำนาจทำสัญญา ได้มา ซื้อ รับเอา ถือเอา ประโยชน์ซึ่งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ทุกรูปแบบ ยกเว้นการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และมีอำนาจ โอนสิทธิ มอบ คืน ก่อให้เกิดภาระติดพัน จำนอง มอบช่วง โอน หรือจำหน่าย โดยวิธีอื่นใด หรือจัดการเกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ หรือผลประโยชน์ใด ๆ ในทรัพย์สินดังกล่าวซึ่งเป็นขององค์กรร่วม
องค์กรร่วมมีอำนาจและปฏิบัติหน้าที่ตามที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงานตามหน้าที่ของตน และสำหรับการใช้สิทธิและเอกสิทธิ์ของตนภายใต้และเท่าที่ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัตินี้ และองค์กรร่วมได้รับมอบอำนาจและเข้าถือเอาสิทธิแต่ผู้เดียว อำนาจ ความเป็นอิสระ และเอกสิทธิ์ในการสำรวจและแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปิโตรเลียมในพื้นที่พัฒนาร่วม

                    3.2 ค่าภาคหลวง (มาตรา 10)
องค์กรร่วมต้องชำระค่าภาคหลวงให้รัฐบาลทั้งสอง ในอัตราฝ่ายละร้อยละ 5 ของผลผลิตรวมของปิโตรเลียมตามวิธีการและเวลาที่กำหนดโดยกฎกระทรวง

                    3.3 การเงิน (มาตรา 11)
ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นและผลประโยชน์ที่องค์กรร่วมได้รับจากกิจกรรมที่ดำเนินไปในพื้นที่พัฒนาร่วม รัฐบาลทั้งสองจะรับภาระและแบ่งปันเท่า ๆ กัน โดยในระหว่างที่องค์กรร่วมยังไม่มีรายได้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินการประจำปี รัฐบาลไทยและรัฐบาลมาเลเซียจะชำระเงินด้วยจำนวนที่เท่ากันเข้ากองทุนเป็นรายปีตามที่จะกำหนดตามความตกลง

                    3.4 กองทุนองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (มาตรา 12-16)
กำหนดให้องค์กรร่วมเป็นผู้บริหาร จัดตั้งและควบคุมกองทุนองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย และให้กองทุนสามารถนำไปใช้ประโยชน์โดยเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการที่องค์กรร่วมปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจตามบทบัญญัติว่าด้วยงบประมาณที่ได้รับความเห็นชอบแล้ว และการชำระเงินในจำนวนเท่า ๆ กันให้แก่รัฐบาลทั้งสอง เป็นต้น
นอกจากนี้ ให้องค์กรร่วมตั้งและจัดการทุนสำรองในกองทุนตามเงื่อนไขที่รัฐบาลทั้งสองจะได้ร่วมกันกำหนดขึ้น และมีข้อจำกัดเรื่องการเงินที่องค์กรร่วมจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลทั้งสองก่อน

                    3.5 สัญญาเพื่อการสำรวจและแสวงประโยชน์ (มาตรา 17)
สัญญาเพื่อการสำรวจและแสวงประโยชน์ในพื้นที่พัฒนาร่วม เป็นสัญญาแบ่งปันผลผลิต ซึ่งห้ามไม่ให้ผู้ใดนอกจากองค์กรร่วมประกอบธุรกิจการสำรวจและแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติใด ๆ รวมทั้งปิโตรเลียมในพื้นที่พัฒนาร่วม เว้นแต่จะได้มีการทำสัญญากับองค์กรร่วมเพื่อสำรวจและแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

                              1) ให้ผู้ได้รับสัญญาชำระค่าภาคหลวงเป็นจำนวนร้อยละ 10 ของผลผลิตปิโตรเลียมทั้งหมด

                              2) ให้ผู้ได้รับสัญญาใช้อัตราร้อยละ 50 ของผลผลิตปิโตรเลียมทั้งหมด เพื่อหักค่าใช้จ่ายสำหรับการประกอบกิจการปิโตรเลียม

                              3) ปิโตรเลียมส่วนที่เป็นกำไร (หลังจากหักค่าภาคหลวงและค่าใช้จ่าย) แล้วให้แบ่งให้องค์กรร่วมและผู้ได้รับสัญญาในจำนวนเท่าๆ กัน

                              4) สัญญาจะมีอายุไม่เกิน 35 ปี แต่ต้องไม่เกินอายุของการใช้บังคับของความตกลง

                              5) ให้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการประกอบกิจการปิโตรเลียมให้ตกเป็นภาระของผู้ได้รับสัญญา แต่สามารถหักออกจากผลผลิตได้ตาม 2)

                              6) จำนวนเงินขั้นต่ำที่ผู้ได้รับสัญญาต้องใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการปิโตรเลียมตามสัญญาในฐานะข้อผูกพันขั้นต่ำ เป็นไปตามที่ตกลงกันระหว่างองค์กรร่วมและผู้ได้รับสัญญา

                              7) ให้ผู้ได้รับสัญญาชำระเงินบำรุงการวิจัยในอัตราร้อยละ 0.5 ของจำนวนค่าใช้จ่ายตาม 2) และส่วนแบ่งกำไรของผู้ได้รับสัญญาตาม 3)

                              8) ข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งใด ๆ ซึ่งเกิดจากหรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญาที่ไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการ หากยังไม่สามารถตกลงกันได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้เสนอเรื่องไปยังคณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศของสหประชาชาติ (UNCITRAL) เพื่อตั้งอนุญาโตตุลาการคนที่สาม ซึ่งกระบวนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการให้เป็นไปตามกฎของคณะกรรมาธิการดังกล่าว

                   3.6 กฎกระทรวง (มาตรา 18)
รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของรัฐบาลทั้งสองมีอำนาจออกกฎกระทรวงในเรื่องต่าง ๆ เช่น การประกอบการธุรกิจหรือให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับการสำรวจและแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่พัฒนาร่วม วิธีการสำหรับยื่นข้อเสนอและตกลงทำสัญญา หลักเกณฑ์และวิธีการสำหรับการสำรวจและแสวงประโยชน์ฯ การชำระเงินที่จะต้องชำระแก่รัฐบาลทั้งสอง ข้อกำหนดและเงื่อนไขในการแต่งตั้ง และการจ่ายค่าตอบแทน ค่าเดินทางและเบี้ยเลี้ยงที่ต้องจ่ายให้แก่ประธานร่วมและสมาชิกอื่นขององค์กรร่วม การจัดทำงบการบัญชีประจำปี การสอบบัญชีและการจัดทำงบประมาณประจำปี เป็นต้น

                   3.8 เขตอำนาจ (มาตรา 21)
มีการกำหนดจุดพิกัดเขตอำนาจทางแพ่งและอาญาเหนือพื้นที่พัฒนาร่วมของประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย และยอมให้ใช้เขตอำนาจในเรื่องที่เกี่ยวกับศุลกากร สรรพสามิตและภาษีอากรของแต่ละประเทศต่อไปในพื้นที่พัฒนาร่วม ซึ่งเขตอำนาจใด ๆ ที่กำหนดตามมาตรานี้ ให้มีเฉพาะในเรื่องและภายในขอบเขตเท่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่เกี่ยวกับไหล่ทวีปและตามที่เป็นที่ยอมรับกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ

                   3.9 สิทธิในห้วงน้ำ (มาตรา 22)
ไม่ใช้บังคับแก่สิทธิ ความเป็นอิสระและเอกสิทธิ์ใด ๆ ที่เกี่ยวกับการประมง และไม่กระทบกระเทือนต่อการอ้างสิทธิดังกล่าวที่ประเทศไทยหรือประเทศมาเลเซียอาจมีเหนือห้วงน้ำของพื้นที่พัฒนาร่วม

                   3.10 ความผิดและบทกำหนดโทษ (มาตรา 23-27)
หากมีการฝ่าฝืนมาตรา 17 วรรคหนึ่งของพระราชบัญญัตินี้ (ที่ห้ามไม่ให้ผู้ใดนอกจากองค์กรร่วมประกอบธุรกิจการสำรวจและแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติใด ๆ รวมทั้งปิโตรเลียมในพื้นที่พัฒนาร่วม เว้นแต่จะได้มีการทำสัญญาระหว่างองค์กรร่วมกับผู้นั้น) ผู้กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นความผิดอื่น ๆ ผู้กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ในกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นนิติบุคคลจะถูกลงโทษเฉพาะโทษปรับตามที่กำหนดไว้ และหากตัวแทนเป็นผู้กระทำผิดจะถือว่าตัวการมีความผิดด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตัวการได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อป้องกันการกระทำหรือการละเว้นการกระทำนั้น

                   หมายเหตุ
คำอธิบายนี้มีขึ้นเพื่อประโยชน์ในการทำความเข้าใจสาระสำคัญของกฎหมายและใช้ประกอบเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับสัญญาแบ่งปันผลผลิตในพื้นที่พัฒนาร่วมฯ เท่านั้น จึงขอให้ตรวจสอบกับพระราชบัญญัติองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย พ.ศ. 2533 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องด้วย